คตินิยมเชื้อชาติในประเทศไทย

คตินิยมเชื้อชาติในประเทศไทย เป็นเรื่องที่มีอยู่ทว่าไม่ค่อยถูกพูดถึง[citation needed]

การเหยียดชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศไทย

ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มที่ถูกเหยียดมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะชาวเขากว่าหนึ่งล้านคนที่ยังถูกมองว่าเป็นพวกคนขายยาเสพติดที่ไม่รู้หนังสือหรือพวกปลูกฝิ่นอยู่ โดยมีสื่อในประเทศส่งเสริมภาพลักษณ์นี้ ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กล่าวไว้ว่าความคิดแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นมาตลอด

"ก่อนหน้านี้ พวกเขา (ชาวเขา) ถูกคนทั่วไปที่อาศัยอยู่บนพื้นราบมองว่าเป็นทั้งเพื่อนและคู่ค้า รวมไปถึงมีความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วมกัน ทว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นหลังเริ่มใช้แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจเมื่อประมาณช่วงปีพ.ศ. 2503 ไปจนถึงพ.ศ. 2523 และการอพยพเข้ามาของชาวเวียดนามในช่วงสงครามเวียดนาม ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ตลอดไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกชาวเขากลายเป็นศัตรู หรือ 'พวกนั้น' การมองว่าคนที่ไม่ใช่คนไทยนั้นไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับ 'พวกเรา' และการมองพวกเขาเป็นผู้ร้าย นั้นฝังอยู่ในตำราเรียน ในประวัติศาสตร์ไทย และในสื่อทั่วไป" [1]

การวิสามัญฆาตกรรม การทรมาน การหายตัวไป และการข่มขู่ชาวเขาโดยตำรวจและทหารไทยนั้นไร้ความปราณีมากกว่าทั่วไปภายใต้นโยบายต้านยาเสพติดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเริ่มต้นในปีพ.ศ. 2546 [2]

มุสลิม มลายู อาณาจักรปัตตานีของภาคใต้ของประเทศไทยได้ถูกรวมเป็นประเทศไทยในปี พ.ศ. 2329 ชาวไทยเชื้อสายมลายูมักถูกเรียกว่าแขกและตกเป็นเป้าของการเหยียดและกดขี่ทางการเมืองโดยเฉพาะในช่วงของที่ปกครองโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม และนโยบายการแผลงเป็นไทยในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยในสิบปีทีผ่านมาได้ถูกแก้ไขด้วยกำลังอันโหดเหี้ยมโดยรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายใต้การบริหารของทักษิณ ชินวัตร[3][4]

ชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งจำนวนประมาณ 14% ของประชากรไทยทั้งหมด ก็ต้องทนกับความหวาดกลัวชาวต่างชาติของคนไทยเช่นกัน นอกจากจะถูกห้ามไม่ให้ใช้ภาษาของพวกเขาในช่วงการแผลงเป็นไทยแล้ว พวกที่มีต้นตระกูลจีนยังถูกบังคับให้เปลี่ยนนามสกุลให้เหมือนภาษาไทยอีกด้วย 

ประเทศไทยยังมีปัญญาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติชาวตะวันออกกลางอีกด้วย[citation needed] พวกเขาถูกเรียกรวม ๆ ว่าแขก ซึ่งหมายถึงคนต่างชาติ หรือ คนนอก คำนี้เป็นคำที่เคยใช้ในสมัยอยุธยาและยังใช้ได้ในปัจจุบันทั้งในเชิงทั่วไป และในเชิงเหยียด[5]

ความเดียดฉันท์ต่อคนผิวเข้ม

เช่นเดียวกับส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย ผิวเข้มนั้นถูกโยงเข้ากับการทำงานใช้แรงงานกลางแจ้งและชนชั้นล่าง ทว่าไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับทาสอย่างทางตะวันตก[6][7] ส่วนใหญ่แล้วคนไทยไม่เคยพบกับชาวแอฟริกา ดังนั้นอคติต่อชาวแอฟริกาจึงถูกซึมซับผ่านภาพยนตร์ของชาวตะวันออก[8]

แม้ประเทศไทยได้นำอุดมคติหลายอย่างเกี่ยวกับความสวยแบบตะวันตกมาใช้ ทัศนคติของชาวเอเชียเกี่ยวกับสีผิวนั้นมีอยู่เป็นเวลานานแล้ว วัฒนธรรมอินเดียได้ซึมซาบไปในอารยธรรมแรกเริ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงอุดมคติที่ว่าผิวขาวดีกว่าผิวเข้ม สินค้าสกินไวเทนนิงซึ่งช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้รับความนิยมเป็นวงกว้างในทวีปเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทย และยังส่งเสริมความคิดที่ว่าผิวขาวนั้นสวยและมีเสน่ห์[9]

ความเกลียดกลัวต่างชาติ

ทัศนคติของคนไทยต่อประเทศพม่าเกิดจากสื่อที่ชี้นำโดยประเทศแม่ (ethnocentric) ในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึง 2543 และระบบการศึกษาแบบชาตินิยมซึ่งสอนว่าประเทศพม่าเป็นศัตรูกับประเทศไทยมานานบนฐานของสงครามครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างสองประเทศตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา มุมมองด้านลบนี้ถูกเพิ่มความนิยมผ่านนิยายและภาพยนตร์ โดยการแสดงวีรบุรุษชาวไทยต่อสู้กับตัวโกงชาวพม่า ตัวอย่างของภาพยนตร์แนวนี้มีเรื่องบางระจัน (พ.ศ. 2543), "สุริโยไท" (พ.ศ. 2544)[10] ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2550–2558) และสียามา (พ.ศ. 2551)

บทวิจารณ์แรง ๆ ต่อรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 โดยประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียก่อให้เกิด "ทัศนคติต่อต้านชาวต่างชาติ" ในหมู่ชาวไทยซึ่งสนับสนุนรัฐประหาร[11] ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2555 ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาสตราจารย์ ศรีราชา วงศารยางกูร โทษชาวต่างชาติว่าเป็นต้นเหตุให้ชาวไทยเป็นเจ้าของที่ดินได้ยากขึ้น โดยอ้างผิด ๆ ว่าหนึ่งในสามของพื้นที่ประเทศไทยประมาณ 100 ล้านไร่ หรือ 160,000 ตารางกิโลเมตร ของพื้นที่ซึ่งเคยเป็นรีสอร์ทชายทะเล ตอนนี้มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติผ่านตัวแทน และได้มาจากการทุจริตและการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นผู้ให้ข้อมูลตัวเลขเหล่านี้[12][13]

เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียและชาวยุโรปตะวันออกเข้าจังหวัดภูเก็ตจำนวนมาก ทำให้เกิดการประท้วงโดยมีป้ายที่เขียนว่า "ชาวรัสเซียจงออกไป" ในจังหวัดภูเก็ต[14] ประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การที่คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์จัดงานสงกรานต์ในประเทศสิงคโปร์โดยทั้งคนไทยในสิงคโปร์และทางการไทยไม่สนับสนุน[15] สิงคโปร์ถูกกล่าวหาว่า "ขโมยสงกรานต์ของพวกเราชาวไทย"[16] โดยทางการขู่ฟ้อง[17]

ใน พ.ศ. 2557 ทางการไทยเริ่มตรวจหนังสือเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งต้องการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางของนักศึกษา เข้าไปนั่งเรียน และรับประทานอาหารในโรงอาหารนักศึกษา[18] ทัศนคตินิยมการต่อต้านชาวกัมพูชา (ซึ่งสูงอยู่แล้วจากปัญหาเรื่องเขตชายแดนที่ปราสาทพระวิหาร) ได้ถูกสุเทพ เทือกสุบรรณ (เลขาธิการ กปปส.) ปลุกเร้า เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใน พ.ศ. 2557[19]

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "Asia Times: Thai hilltribes battling discrimination". atimes.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  2. "THAILAND: Crime of the State: Enforced disappearance, killings and impunity — Asian Human Rights Commission". humanrights.asia. สืบค้นเมื่อ 2014-06-27. 
  3. "The Muslim Insurgency in Southern Thailand - Council on Foreign Relations". cfr.org. สืบค้นเมื่อ 2014-06-08. 
  4. "Asia Research Institute Working Paper Series No. 32 Origins of Malay Muslim "Separatism" in Southern Thailand". 22 October 2004. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  5. "Review of Southern Thai Encyclopedia". asiapacific.anu.edu.au. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  6. "Images Spark Racism Debate in Thailand : The New Yorker". newyorker.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  7. "Thailand's Racism Problem - Black Listed - EBONY". ebony.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  8. "NPR: Racism on the Silver Screen". npr.org. สืบค้นเมื่อ 2014-06-08. 
  9. Napat Chaipraditkul (6 August 2013). "Thailand: beauty and globalized self-identity through cosmetic therapy and skin lightening". ETHICS IN SCIENCE AND ENVIRONMENTAL POLITICS 13: 27–37. doi:10.3354/esep00134. สืบค้นเมื่อ 2014-06-08. 
  10. Glen Lewis: Virtual Thailand, published 2006, p. 53-54
  11. "Xenophobia no solution | Bangkok Post: opinion". bangkokpost.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  12. "Foreigners own one third of Thailand? | Bangkok Post: learning". bangkokpost.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  13. "Office of the Ombudsman Thailand". ombudsman.go.th. สืบค้นเมื่อ 2014-06-27. 
  14. "Xenophobia strikes out in Phuket". phuketgazette.net. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  15. "Songkran Water Festival Goes Waterless in Singapore · Global Voices". globalvoices.org. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  16. "Thailand’s Fragile Face". chiangmaicitynews.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  17. "Official threatens to sue Singapore over Songkran | Bangkok Post: news". bangkokpost.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  18. "Anti-Chinese feelings in Thailand high as influx of tourists angers locals | South China Morning Post". scmp.com. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  19. http://asiancorrespondent.com/118988/suthep-claims-of-cambodians-killing-protester-stirs-up-xenophobic-sentiments/
The article is a derivative under the Creative Commons Attribution-ShareAlike License. A link to the original article can be found here and attribution parties here. By using this site, you agree to the Terms of Use. Gpedia Ⓡ is a registered trademark of the Cyberajah Pty Ltd.