ความเหนือกว่าเทียม

ความเหนือกว่าเทียม (อังกฤษ: Illusory superiority) เป็นความเอนเอียงทางประชาน ที่บุคคลประเมินคุณสมบัติหรือความสามารถของตนเทียบกับคนอื่นเกินจริง ซึ่งเห็นได้ชัดในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเชาวน์ปัญญา ความสามารถในการทำงานหรือการสอบ หรือการมีคุณลักษณะหรือลักษณะบุคลิกภาพที่น่าชอบใจ เป็นการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก (positive illusion) ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับตนเอง เป็นปรากฏการณ์ที่ศึกษากันในสาขาจิตวิทยาสังคม

มีคำภาษาอังกฤษอื่น ๆ ที่หมายถึงคำนี้รวมทั้ง above average effect (ปรากฏการณ์เหนือกว่าโดยเฉลี่ย) superiority bias (ความเอนเอียงว่าเหนือกว่า) leniency error (ความผิดพลาดแบบปรานี) sense of relative superiority (ความรู้สึกว่าเหนือกว่าโดยเปรียบเทียบ) หรือภาษาอังกฤษผสมภาษาละตินว่า primus inter pares effect[1] และ Lake Wobegon effect (ปรากฏการณ์ทะเลสาบโวบีกอน) ซึ่งเป็นทะเลสาบในเมืองนวนิยายที่ ๆ "หญิงทั้งหมดแข็งแรง ชายทุกคนรูปหล่อ และเด็กทั้งปวงเหนือกว่าเด็กธรรมดา"[2] ส่วนคำว่า "illusory superiority" ได้ใช้เป็นครั้งแรกโดยนักจิตวิทยาคู่หนึ่งในปี 1991[1]

ในสถานการณ์ต่าง ๆ

ปรากฏการณ์นี้พบเมื่อบุคคลเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งในสถาบันการศึกษา เช่นความสามารถในการเรียน การสอบ และระดับเชาวน์ปัญญาโดยทั่วไป ในสถานที่ทำงาน เช่น ความสามารถในการทำงาน ในสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ เช่นการประเมินว่าตนเป็นที่นิยมขนาดไหน และมีลักษณะบุคลิกภาพที่น่าชอบใจต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์หรือความมั่นใจในตน มากน้อยแค่ไหน และแม้แต่ในเรื่องการเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน[1]

เพื่อที่จะแสดงปรากฏการณ์เหนือกว่าเทียม โดยเปรียบเทียบกับกลุ่ม จะต้องกล่าวถึงปัญหาสองอย่างก่อน อย่างหนึ่งก็คือความไม่ชัดเจนของคำว่า คนปานกลาง (average) แม้ว่ามันจะเป็นไปได้โดยเหตุผลที่สมาชิกโดยมากของเซตจะมีค่าเหนือค่ามัชฌิม ถ้าการกระจายตัวของค่าต่าง ๆ เบ้มาก ยกตัวอย่างเช่น ค่ามัชฌิมของจำนวนขาต่อคนจะน้อยกว่า 2 เล็กน้อยถ้ามีบางคนที่มีขาน้อยกว่า และไม่มีใครเลยที่มีขามากกว่า ดังนั้น งานทดลองต่าง ๆ จะเปรียบเทียบผู้ร่วมการทดลองกับค่ามัธยฐาน (median) ของกลุ่มที่ใช้เปรียบเทียบ เพราะว่าโดยนิยามแล้ว เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ค่าโดยมากในเซตจะมีค่าเหนือกว่าค่ามัธยฐาน

อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ผู้ร่วมการทดลองอาจจะตีความปัญหาไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ร่วมการทดลองมีนิยามของความเป็นผู้ใจกว้างไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นไปได้ที่คนโดยมากในกลุ่มจะรู้สึกว่าตนใจกว้างกว่าคนอื่น เพราะมีนิยามที่ไม่เหมือนกัน[3] ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืนยันแล้วโดยการทดลองที่ให้อิสรภาพในการตีความต่าง ๆ กัน แต่เมื่อให้นิยามโดยเฉพาะที่ชัดเจน ก็จะยังพบปรากฏการณ์นี้เหมือนเดิม[4]

ความสามารถทางประชาน

ระดับเชาวน์ปัญญา

ผลหลัก ๆ อย่างหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ในเรื่องระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ก็คือ ปรากฏการณ์ดาวนิ่ง (Downing effect) ซึ่งเป็นความโน้มเอียงที่บุคคลที่มี IQ ต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะประเมิน IQ ของตนสูงเกินไป และบุคคลที่มี IQ สูงกว่าโดยเฉลี่ยจะประเมิน IQ ตัวเองต่ำเกินไป เป็นปรากฏการณ์ที่พบเป็นครั้งแรกในงานศึกษาข้ามวัฒนธรรมของ ดร. ดาวนิ่ง เกี่ยวกับระดับเชาวน์ปัญญาที่คนรู้สึกว่าคนต่าง ๆ มี งานศึกษาของเขายังพบด้วยว่า การประเมิน IQ ของผู้อื่นอย่างถูกต้อง ขึ้นอยู่กับระดับเชาวน์ปัญญาของตน ซึ่งหมายความว่า ยิ่งมีเชาวน์ปัญญาน้อยเท่าไร ก็จะสามารถประเมิน IQ ของผู้อื่นอย่างถูกต้องน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น คนที่มีเชาน์ปัญญาต่ำ ก็จะให้คะแนนตนเองสูงกว่าคนอื่น แต่คนที่มีเชาวน์ปัญญาสูง แม้จะสามารถประเมิน IQ ของผู้อื่นได้ดีกว่าโดยทั่วไป แต่ก็ยังจะให้คะแนนคนที่มี IQ ใกล้ ๆ ตัวเองว่ามี IQ สูงกว่า

ความต่างกันระหว่างระดับ IQ จริง ๆ กับระดับ IQ ที่ตนคิด ดูเหมือนจะต่างกันระหว่างเพศ คือ โดยเฉลี่ย ชายมักจะประเมินปัญญาของตนเกินไป 5 คะแนน ในขณะที่หญิงมักจะประเมินปัญญาของตนต่ำไป 5 คะแนน[5][6]

ความจำ

ปรากฏการณ์นี้พบในงานศึกษาที่เปรียบเทียบความจำโดยแจ้งเอง (self-report) เช่นที่พบในผู้สูงวัยในปี 1999 งานศึกษานี้มีผู้ร่วมการทดลองอายุระหว่าง 46-89 ปีโดยให้เปรียบเทียบความจำของตนกับบุคคลอายุราวเดียวกัน กับบุคคลอายุ 25 ปี และกับตัวเองเมื่ออายุ 25 ปี งานวิจัยแสดงว่า ผู้ร่วมการทดลองมีปรากฏการณ์นี้เมื่อเปรียบเทียบตนเองกับทั้งคนอายุราวเดียวกัน และกับคนที่อายุน้อยกว่า แต่ว่านักวิจัยแจ้งว่า การตัดสินใจที่ไม่ตรงความจริงเช่นนี้ มีสหสัมพันธ์เชิงผกผันกับอายุเพียงแค่เล็กน้อย คือ คนที่สูงวัยกว่าลดระดับความสามารถของตนตามอายุเพียงแค่เล็กน้อย ซึ่งต่างจากความเชื่อสามัญโดยทั่ว ๆ ไป[7]

งานทดสอบประชาน

ในงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลปี 1999 (Kruger & Dunning) นักวิจัยให้งานโดยเฉพาะ ๆ กับผู้ร่วมการทดลอง เช่น ให้แก้ปัญหาทางตรรกศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์คำถามเกี่ยวกับไวยากรณ์ และให้ตัดสินใจว่าเรื่องตลก ตลกหรือไม่ แล้วให้ประเมินผลงานของตนเทียบกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม การทำกิจทั้งสองนี้ทำให้สามารถเปรียบเทียบผลงานที่ตนคิดว่าตนได้ เทียบกับผลงานที่ได้จริง ๆ[8]

ผลที่ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามผลงานที่ได้จริง ๆ แล้วพบว่า บุคคลทั้ง 4 กลุ่มประเมินผลงานของตนว่าเหนือกว่าโดยเฉลี่ย ซึ่งก็หมายความว่า กลุ่มที่ได้คะแนนจริงต่ำที่สุด (คือ คน 1/4 ที่ได้คะแนนต่ำสุด) มีความเอนเอียงว่าตนเหนือกว่าในระดับสูง โดยที่ผู้ทำงานวิจัยให้เหตุผลว่า บุคคลที่ทำงานได้แย่ที่สุดก็เป็นคนที่รู้จักทักษะในการทำงานเหล่านี้ได้แย่ที่สุดด้วย ซึ่งเป็นสมมติฐานที่มีหลักฐานสนับสนุน คือ หลังจากที่ผ่านการฝึก บุคคลเหล่านี้สามารถประเมินความสามารถตนเองได้ดีขึ้น และสามารถทำงานได้ดีขึ้นด้วย[8]

ผลของปรากฏการณ์นี้พบสูงสุดในคนที่ต้องให้คะแนนตัวเองเกี่ยวกับความสามารถที่ตนไม่มี เพราะว่ามีความแตกต่างกันมากที่สุดระหว่างผลงานที่ได้จริง ๆ (ซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ) และคะแนนที่ให้กับตนเอง (ที่ประเมินตนสูงกว่าโดยเฉลี่ย) รูปแบบเฉพาะเช่นนี้ต่อมาเรียกว่า ปรากฏการณ์ดันนิ่ง-ครูเกอร์ (Dunning-Kruger effect) ซึ่งหมายถึงความเอนเอียงทางประชานที่คนไม่มีทักษะหรือไม่มีฝีมือแสดงปรากฏการณ์นี้ คือประเมินความสามารถของตนสูงกว่าความจริงมาก ซึ่งนักวิจัยให้เหตุผลว่า เป็นการขาดความสามารถทาง metacognition ที่จะรู้จักความขาดทักษะของตนเอง[8]

งานศึกษานี้ที่มีชื่อว่า "ไม่มีทักษะและก็ไม่รู้ด้วย - การไม่รู้จักการขาดความสามารถของตนเอง สามารถนำไปสู่การประเมินตัวเองเกินไปได้อย่างไร (Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One's Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments" ต่อมาได้ชนะรางวัลล้อแบบขำ ๆ เชิงให้คิดในปี 2000 คือรางวัลอิกโนเบล[9]

ต่อมาในปี 2003 มีงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลเหมือนกัน (Dunning & Ehrlinger) ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนมุมมองต่อตัวเองเมื่อได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก คือผู้ร่วมการทดลอง ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัย ได้ทำข้อทดสอบเกี่ยวกับความรู้ด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งข้อทดสอบบางชุดตั้งใจจะให้มีผลเชิงบวกต่อการมองตัวเอง และบางชุดตั้งใจจะให้มีผลเชิงลบ แล้วจึงให้คะแนนกับตัวเอง ผู้ที่ได้ชุดทดสอบเชิงบวกให้คะแนนตัวเองมากกว่าอย่างสำคัญต่อผู้ที่ได้ข้อทดสอบเชิงลบ[10] ต่อมางานศึกษาในปี 2004 ขยายงานนี้เพื่อทดสอบความไวความรู้สึกต่อผู้อื่น และความรู้สึกที่ผู้ร่วมการทดลองมีเกี่ยวกับความไวความรู้สึกของตน[11]

ส่วนงานในปี 2006 ได้ให้หลักฐานท้วงว่า ปรากฏการณ์ดันนิ่ง-ครูเกอร์ไม่ชัดเจน เพราะว่า แบบจำลองที่เสนอในงานปี 2002 งานหนึ่งว่า การประเมินความสามารถผิดเป็นเรื่องเกิดขึ้นกับคนทุก ๆ ระดับทักษะ (noise) โดยบวกเพิ่มกับความเอนเอียงในการประเมินตัวเองเกินจริงคือปรากฏการณ์นี้ (bias) ซึ่งรวมกันเรียกว่าแบบจำลอง noise-plus-bias เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ดันนิ่ง-ครูเกอร์ที่พบในงานปี 2002 ได้[12] แต่ว่างานศึกษาปี 2008 (Dunning, Kruger, et al) ให้หลักฐานยืนยันปรากฏการณ์ดันนิ่ง-ครูเกอร์ว่าเป็นการขาดทักษะในเรื่องนั้น ๆ ที่ทำให้บุคคลที่มีทักษะแย่ที่สุดประเมินความสามารถของตนเกินความจริง หลังจากพยายามทดสอบคำอธิบายหรือทฤษฎีที่เป็นไปได้อื่น ๆ[13]

ความเก่งในงานการศึกษาและงานอื่น ๆ

ในงานสำรวจคณะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเนบราสกา อาจารย์ 68% ให้คะแนนว่าตนอยู่ในระดับท็อป 25% ในเรื่องความสามารถในการสอน[14] และในงานสำรวจที่คล้าย ๆ กัน นักศึกษาการบริหารจัดการธุรกิจ (MBA) ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 87% ให้คะแนนความเก่งเรียนของตนเหนือกว่าจุดมัธยฐาน[15]

สิ่งที่พบในงานวิจัยเกี่ยวกับความเหนือกว่าเทียม สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น การซื้อขายเป็นจำนวนมากในตลาดหุ้น เพราะว่าคนซื้อขายแต่ละคนคิดว่าตัวเองเก่ง และจะประสบความสำเร็จ[16] และจำนวนการฟ้องคดีที่ไปถึงศาลจริง ๆ เพราะว่า เนื่องจากปรากฏการณ์นี้ ทนายเป็นจำนวนมากเชื่อเกินจริงว่าตนจะชนะ[17]

ตัวเอง เพื่อน และคนที่มีภาวะคล้ายกัน

งานศึกษาแรก ๆ ที่พบปรากฏการณ์นี้ทำโดยองค์กรที่จัดการบริหารการสอบ SAT ในปี 1976[18] คือมีการแนบใบสำรวจไปกับข้อสอบ SAT (ที่มีนักเรียนสอบประมาณล้านคนทุกปี) โดยให้นักเรียนให้คะแนนตนเองเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ระดับมัธยฐานไม่ใช่ที่ระดับมัชฌิม เกี่ยวกับคุณลักษณะเชิงบวกที่คลุมเครือหลายอย่าง ในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ นักเรียน 70% ให้คะแนนตนเองสูงกว่าจุดมัธยฐาน ในเรื่องการเข้ากับผู้อื่นได้ดี 85% ให้คะแนนตนสูงกว่าจุดมัธยฐาน โดยมี 25% ที่ให้คะแนนตนในท็อป 1%

งานวิจัยปี 2002[19] พบปรากฏการณ์นี้ในบริบทของสังคม โดยผู้ร่วมการทดลองเปรียบเทียบตนกับเพื่อน หรือคนที่มีภาวะคล้ายกันอื่น ๆ ในเรื่องคุณลักษณะเชิงบวก เช่น ความตรงเวลาและความไวความรู้สึกของผู้อื่น และคุณลักษณะเชิงลบ เช่น ความเชื่อคนง่ายและความไม่สม่ำเสมอ ผลงานแสดงว่า ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนตนดีกว่าเพื่อน แต่ให้คะแนนเพื่อนดีกว่าคนที่มีภาวะคล้ายกันคนอื่น ๆ แต่ผลที่พบในงานวิจัยเหล่านี้ มีปัจจัยบรรเทา (moderating factor) หลายอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป

งานวิจัยอื่น ๆ ก็พบผลคล้าย ๆ กันที่ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนแก่เพื่อนดีกว่าคนมีภาวะเดียวกันอื่น ๆ[20][21][22] โดยมีนักวิจัยที่แสดงว่าปรากฏการณ์นี้เป็นผลของความเอนเอียงต่อกลุ่มใน (ingroup bias) และเสนอว่า นี่มีแรงจูงใจจากความต้องการของบุคคลที่จะมีเอกลักษณ์ทางสังคมเชิงบวก (positive social identity)

ความเป็นที่นิยม

ในงานปี 2001 ผู้ร่วมการทดลองได้รับคำถามเกี่ยวกับมิตรภาพกับเพื่อน แล้วให้ประเมินความเป็นที่นิยมของตน และโดยใช้การวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (social network analysis) นักวิจัยจึงสามารถแสดงว่า ผู้ร่วมการทดลองรู้สึกว่าตนเป็นที่นิยมเกินความจริง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนตนเอง[23]

ความสุขเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคู่

นักวิจัยได้พบปรากฏการณ์นี้ในงานศึกษาเกี่ยวกับความพอใจของผู้ร่วมการทดลองในความสัมพันธ์กับคู่ ยกตัวอย่างเช่น งานศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ร่วมการทดลองรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับคู่ของตน ดีกว่าของคนอื่นโดยเฉลี่ย แต่ก็คิดว่า คนโดยมากมีความสุขกับความสัมพันธ์ของตน งานนี้ยังพบหลักฐานด้วยว่า ผู้ร่วมการทดลองยิ่งให้คะแนนสูงเรื่องความสุขเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตนเท่าไร ก็ยิ่งคิดว่าความสัมพันธ์ของตนดีกว่าเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ในผู้ร่วมการทดลองเป็นตัวเพิ่มความพอใจในความสัมพันธ์ของตน เพราะพบโดยเฉพาะในชายว่า ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ของตนดีกว่า และกับความเชื่อว่า คนอื่นน้อยคนที่ไม่มีความสุขในเรื่องความสัมพันธ์ของตน ในขณะที่ในหญิง ความพึงพอใจขึ้นอยู่กับความเชื่อว่า คนโดยมากมีความสุขในเรื่องความสัมพันธ์ของตน[24] ส่วนอีกงานศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ร่วมการทดลองจะเปลี่ยนเป็นสู้แก้ตัว (defensive) เพิ่มขึ้น ถ้าคนอื่นเห็นว่า คู่ของตนประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะด้านไหนมากกว่า และมักจะโอ้อวดความสำเร็จของตนและดูถูกความสำเร็จของคู่

สุขภาพ

ปรากฏการณ์นี้ก็พบในงานศึกษาที่ทำโดยแจ้งเองเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสุขภาพในปี 1998 งานศึกษาถามผู้ร่วมการทดลองว่า ตนหรือว่าคนในภาวะเดียวกันกับตน มีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่ดีต่อสุขภาพบ่อยครั้งแค่ไหน ผู้ร่วมการทดลองรายงานว่า ตนมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพบ่อยครั้งกว่าคนในภาวะเดียวกันโดยเฉลี่ย และมีพฤติกรรมที่ไม่ดีบ่อยครั้งน้อยกว่า ซึ่งเป็นผลตามที่คาดหวังเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ เป็นผลที่รายงานทั้งพฤติกรรมก่อนงานศึกษา และพฤติกรรมที่คาดหวังในอนาคต[25]

ความสามารถในการขับรถ

งานศึกษาปี 1981 สำรวจนักเรียน 161 คนในประเทศสวีเดนและสหรัฐอเมริกา โดยให้เปรียบเทียบความปลอดภัยและฝีมือในการขับรถเทียบกับคนอื่น ๆ ที่ร่วมการทดลอง สำหรับฝีมือการขับรถ ตัวอย่าง 93% ในสหรัฐ และ 69% ในสวีเดน จัดตัวเองให้อยู่ในท็อป 50% คือสูงกว่าจุดมัธยฐาน ในเรื่องความปลอดภัย ตัวอย่าง 88% ในสหรัฐ และ 77% ในสวีเดน จัดตัวเองอยู่ในท็อป 50%[26]

งานวิจัยปี 1986 พบผลคล้าย ๆ กัน โดยให้ผู้ร่วมการทดลอง 178 คนประเมินคะแนนของตนในมิติ 8 มิติเกี่ยวกับฝีมือการขับรถ (เช่นเกี่ยวกับ "อันตราย-ปลอดภัย" และ "เกรงใจเห็นใจผู้อื่น-ไม่เกรงใจไม่เห็นใจผู้อื่น") มีแต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ให้คะแนนตัวเองน้อยกว่าโดยเฉลี่ย (คือจุดกึ่งกลางของคะแนนตามมิติ) ไม่ว่าจะมิติไหน และเมื่อพิจารณาทั้ง 8 มิติร่วมกัน ก็พบว่า ผู้ร่วมการทดลอง 80% ประเมินตัวเองว่าดีกว่าคนขับรถโดยเฉลี่ย[27]

งานสำรวจหนึ่งพบว่า 36% ของผู้รับการสำรวจเชื่อว่าตนขับรถดีกว่าโดยเฉลี่ยเมื่อใช้โทรศัพท์ในกิจเช่นส่งข้อความหรืออีเมล เทียบกับผู้ขับรถคนอื่นที่ใช้โทรศัพท์ในแนวเดียวกัน ในขณะที่ 44% พิจารณาว่าตนเป็นคนปานกลาง (average) และ 18% ต่ำกว่าโดยเฉลี่ย[28]

ความเอนเอียง

ผู้ร่วมการทดลองกล่าวถึงตนเองในเชิงบวกเมื่อเทียบกับคนอื่น ซึ่งรวมทั้งเมื่อกล่าวถึงตนเองว่ามีโอกาสที่จะมีความเอนเอียง (bias) น้อยกว่าผู้อื่น เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า จุดบอดเรื่องความเอนเอียง (bias blind spot) ซึ่งเป็นผลที่ทำซ้ำได้โดยนักวิจัยอื่น ๆ

ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

วรรณกรรมเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้โดยมากมาจากงานศึกษาในสหรัฐอเมริกา แต่ว่า งานวิจัยที่ตรวจสอบปรากฏการณ์ในกลุ่มประชากรโดยเฉพาะกลุ่มเดียว อาจจะไม่เป็นจริงสำหรับจิตสภาพมนุษย์ของทั้งโลก และดังนั้น งานวิจัยเร็ว ๆ นี้ (เช่นในปี 2007) จึงตรวจสอบคุณลักษณะต่าง ๆ และปริมาณของการเคารพตน (self-esteem) ทั่วโลก ซึ่งบอกเป็นนัยว่า ปรากฏการณ์นี้แตกต่างกันในวัฒนธรรมต่าง ๆ[29]

งานบางงานแสดงว่า คนเอเชียตะวันออกมักจะประเมินความสามารถของตนต่ำเกินจริง โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะปรับปรุงตนเองและเข้ากับผู้อื่นได้[30][31]

ความเคารพตน

ดูบทความหลักที่: ความเคารพตน

แม้ว่าจะมีหลักฐานเป็นจำนวนมากที่แสดงว่า คนจะยกตัวเองเมื่อเทียบกับผู้อื่นในเรื่องลักษณะนิสัยต่าง ๆ แต่ความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์นี้กับความเคารพตน (self-esteem) ยังไม่ชัดเจน แต่ทฤษฎีว่า ผู้ที่เคารพตนสูงธำรงความเคารพระดับสูงเช่นนี้ได้ก็เพราะให้คะแนนแก่ตนสูงกว่าคนอื่น ดูเหมือนจะมีหลักฐานบ้าง มีรายงานว่า ผู้ร่วมการทดลองที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ให้คะแนนว่าตนควบคุมเหตุการณ์ที่มีผลเป็นบวก มากกว่าคนในภาวะเดียวกัน แม้ว่าผลที่ได้จะเท่ากันในระหว่างสองคนนั้น[32]

แต่ว่า ก็ยังมีงานศึกษาที่พบว่า นักศึกษาที่ไม่มีภาวะเศร้าซึม จะให้คะแนนนักศึกษาด้วยกันต่ำกว่าตนเอง ไม่ใช่ให้คะแนนตัวเองสูงกว่า โดยอธิบายว่านักศึกษาสามารถระลึกถึงบุคลิกภาพเชิงลบของคนอื่นได้มากกว่าของตน[33]

ควรตั้งข้อสังเกตว่า งานศึกษาเหล่านี้ไม่ได้แยกแยะระหว่างบุคคลที่เคารพตนสูงโดยควรหรือไม่ควร เพราะว่ามีงานศึกษาอื่นที่พบว่า คนที่เคารพตนสูงบางครั้งอาจจะไม่แปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก (คือเป็นคนที่เคารพตนโดยควร)[34] และว่า บุคคลที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ (self-determined) ที่มีบุคลิกภาพที่อำนวยการพัฒนาและการศึกษา มักจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแปลสิ่งเร้าผิดเหล่านี้น้อยกว่า[35] ดังนั้น แม้จะเป็นไปได้ว่า ปรากฏการณ์นี้สัมพันธ์กับความเคารพตนสูงที่ไม่ควร แต่ว่า คนเคารพตนสูงโดยควร จะไม่มีปรากฏการณ์นี้

ความสัมพันธ์กับสุขภาพจิต

ดูบทความหลักที่: สัจนิยมเหตุซึมเศร้า

นักจิตวิทยาเมื่อก่อนมีแนวคิดว่า การมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับตนเป็นเรื่องจำเป็นต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี[3] แต่แนวคิดนี้ถูกคัดค้านโดยงานวิจัยปี 1988 ที่นักวิจัยคู่หนึ่ง (Taylor & Brown) อ้างว่า บุคคลที่มีสุขภาพจิตดีมักจะมีการแปลสิ่งเร้าผิดทางประชาน (cognitive illusion) เหล่านี้ คือ ปรากฏการณ์นี้ การแปลสิ่งเร้าผิดว่าควบคุมได้ (illusion of control) และความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดี (optimism bias)[3] ซึ่งกลายเป็นแนวคิดใหม่ทรงอิทธิพล จนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับสรุปว่า การชักนำให้เกิดความเอนเอียงเหล่านี้อาจจะใช้เป็นวิธีบำบัดรักษาได้[36] แต่ตั้งแต่นั้นมา งานวิจัยต่อ ๆ มาได้บั่นทอนข้อสรุปเช่นนั้น และให้หลักฐานใหม่ ๆ ที่สัมพันธ์ปรากฏการณ์นี้กับผลลบต่อบุคคล[3]

ข้อโต้แย้งอย่างหนึ่งต่องานวิจัยของ Taylor & Brown ก็คือ การจัดว่าบุคคลเป็นผู้มีสุขภาพจิตดีหรือไม่ดี มาจากคำตอบที่แจ้งเองของผู้ร่วมการทดลอง แทนที่จะใช้กฎเกณฑ์ที่เป็นกลาง ๆ (หรือเป็นปรวิสัย)[36] ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า คนที่มักจะยกย่องตัวเอง (self-enhancement) ก็จะโอ้อวดว่า ตนปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดีขนาดไหน ถึงกับมีนักวิจัยที่อ้างว่า กลุ่มที่นับว่ามีสุขภาพจิตปกติ ความจริงรวมคนพวกที่ "ปฏิเสธ (ความจริง) เพื่อป้องกันตน" ซึ่งเป็นคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกมากที่สุด[36]

งานศึกษาตามยาว (longitudinal study) พบว่า ความเอนเอียงยกย่องตัวเองสัมพันธ์กับทักษะทางสังคม (social skill) ที่ไม่ดี และการปรับตัวที่ไม่ดีทางจิตวิทยา (psychological maladjustment) ในงานทดลองอีกงานหนึ่ง ที่ให้ผู้สังเกตการณ์ต่างหากประเมินวิดีโอการสนทนาระหว่างชายและหญิง บุคคลที่ยกย่องตัวเองมักจะมีพฤติกรรมทางสังคมที่มีปัญหา เช่น ความเป็นปรปักษ์ (hostility) หรือความหงุดหงิดง่าย (irritability)[3] แต่ว่างานศึกษาปี 2007 พบว่า ความเอนเอียงเกี่ยวกับการยกย่องตน สัมพันธ์กับประโยชน์ทางจิตบางอย่าง (เช่นความรู้สึกว่าอยู่เป็นสุข) แต่มีผลลบต่อความสัมพันธ์ทางสังคมอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมต่อต้านสังคม[37]

การสร้างภาพทางสมอง

ระดับที่บุคคลมองตนเองว่ามีความน่าพอใจมากกว่าบุคคลปานกลาง (average) สัมพันธ์กับการทำงานที่ลดลงในสมองส่วน orbitofrontal cortex และ dorsal anterior cingulate cortex ซึ่งแสดงนัยว่า ปรากฏการณ์สัมพันธ์กับบทบาทของเขตสมองเหล่านี้ คือการประมวล "การควบคุมทางประชาน" (cognitive control)[38]

ทฤษฎีที่ใช้อธิบาย

การประมวลข้อมูลโดยมีสัญญาณรบกวน

บทความในวารสาร Psychological Bulletin ปี ค.ศ. 2012 บอกเป็นนัยว่า ปรากฏการณ์นี้ (และความเอนเอียงประเภทอื่น ๆ) สามารถอธิบายได้โดยกลไกทางทฤษฎีสารสนเทศ (information-theoretic generative mechanism) ที่สมมติว่า มีการแปลสังเกตการณ์หรือหลักฐานที่เป็นกลาง ๆ (หรือเป็นปรวิสัย) โดยมีตัวกวนหรือสัญญาณกวน (noise) ไปเป็นค่าประเมินที่เป็นอัตวิสัย (คือการกำหนดตัดสินใจของตน)[39] งานศึกษาเสนอว่า กลไกทางประชานที่เป็นมูลฐานของปรากฏการณ์ คล้ายกันอย่างสำคัญกับการผสมรวมความจำที่ประกอบด้วยสัญญาณกวน ที่มีผลเป็นความเอนเอียงในการพิทักษ์รักษาข้อมูล (conservatism bias) หรือความมั่นใจมากเกินไป (overconfidence) คือ หลังจากที่เราทำงานอะไร เราจะปรับการประเมินผลงานของเราเอง มากกว่าที่เราปรับการประเมินผลงานของคนอื่น ซึ่งก็หมายความว่า การประเมินผลงานของคนอื่นพิทักษ์รักษาข้อมูลเดิมโดยไม่รวมข้อมูลใหม่มากกว่าการประเมินผลงานของเราเอง และความแตกต่างระหว่างความเอนเอียงในการพิทักษ์รักษาข้อมูลในการประเมินงานของคนอื่น กับการประเมินงานของเราเอง กว้างใหญ่พอที่จะมีผลเป็นปรากฏการณ์นี้ และเพราะทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญาณกวน เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ และเป็นทฤษฎีที่ง่ายและตรงไปตรงมามากที่สุดในบรรดาทฤษฎีอื่น ๆ ที่ใช้คำอธิบายเกี่ยวกับฮิวริสติก พฤติกรรม และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม[18] ดังนั้นทฤษฎีสัญญาณกวน ก็มีโอกาสที่จะเป็นกลไกให้เกิดปรากฏการณ์นี้มากที่สุดตามหลักมีดโกนอ็อกคัม เพราะเป็นสมมติฐานที่มีข้อสมมติน้อยที่สุด

การสรรหาอย่างเลือกเฟ้น

การสรรหาอย่างเลือกเฟ้น (selective recruitment) เป็นแนวคิดที่ว่า เมื่อบุคคลเปรียบเทียบกับคนในกลุ่มเดียวกัน บุคคลจะเลือกจุดแข็งของตนและจุดอ่อนของผู้อื่น เพื่อที่จะให้ตนดูดีกว่าโดยทั่ว ๆ ไป งานปี 1980 ตรวจสอบทฤษฎีนี้เป็นครั้งแรก แต่เป็นงานทดลองเรื่องความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดี (optimism bias) ไม่ใช่เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้โดยตรง งานวิจัยให้ผู้ร่วมการทดลองลงคะแนนว่า พฤติกรรมอะไรบางอย่างมีโอกาสที่จะเพิ่มหรือลดโอกาสปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่จะเกิดกับตน แล้วพบว่า บุคคลจะมีความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดีน้อยกว่าเมื่อเห็นคำตอบของผู้อื่น[40]

ส่วนงานวิจัยปี 1986 เสนอทฤษฎีว่า เมื่อเปรียบเทียบตนกับคนกลุ่มเดียวกันโดยเฉลี่ย ในเรื่องคุณลักษณะหรือความสามารถอะไรอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ บุคคลจะเลือกบุคคลเป้าหมายที่มีคะแนนต่ำกว่าในเรื่องนั้น เพื่อที่ตนเองจะดูดีกว่าคนปานกลาง (average) เพื่อที่จะทดสอบทฤษฎี นักวิจัยให้ผู้ร่วมการทดลองเปรียบเทียบตนกับบุคคลเป้าหมายโดยเฉพาะ (เพื่อนสนิท) แล้วพบว่า ปรากฏการณ์นี้ลดลงเมื่อใช้เป้าหมายเฉพาะแทนที่จะใช้คำคลุมเครือเช่น คนปานกลาง แต่ว่า ผลเช่นนี้อาจจะไม่สม่ำเสมอหรือเชื่อถือไม่ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสามารถมีผลจากความเป็นจริงว่า บุคคลชอบเพื่อนสนิทของตนมากกว่าบุคคลปานกลาง และจะให้คะแนนเพื่อนของตนมากกว่า ดังนั้น เพื่อนอาจจะไม่ใช่บุคคลเปรียบเทียบที่เป็นกลาง[20]

การมีตนเป็นศูนย์

ทฤษฎีอีกอย่างหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ การมีตนเป็นศูนย์ (egocentrism) ซึ่งเป็นแนวคิดว่า บุคคลให้ความสำคัญและความหมายกับความสามารถ ลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของตนมากกว่าของคนอื่น ตามทฤษฎีนี้ บุคคลจะประเมินตัวเองเกินจริงเมื่อเทียบกับผู้อื่นเพราะให้ความสำคัญกับตนมากกว่า งานวิจัยปี 1999 (Kruger) เสนอใช้ทฤษฎีนี้กับผลที่พบในการศึกษา ซึ่งให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนความสามารถของตนในงานที่ง่ายและยาก แล้วพบว่า บุคคลจะให้คะแนนตนเองสูงกว่าจุดมัธยฐานในงานที่จัดว่า ง่าย อย่างสม่ำเสมอ และจะให้คะแนนต่ำกว่าจุดมัธยฐานในงานที่จัดว่า ยาก อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าความสามารถจริงของตนจะเป็นอย่างไรในงานนั้น ดังนั้นงานทดลองนี้ พบปรากฏการณ์ดีกว่าโดยเฉลี่ย (better-than-average effect) เมื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่าตนจะประสบความสำเร็จ และพบปรากฏการณ์แย่กว่าโดยเฉลี่ย (worse-than-average effect) เมื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ โดยผู้วิจัยอธิบายว่า มีการตั้งหลัก (anchor) ให้คะแนนต่อตัวเอง แต่ให้คะแนนคนอื่นโดยปรับ (adjust) ไปทางทิศทางเดียวกันกับคะแนนตัวเองน้อยเกินไป (คือไม่ให้คะแนนคนอื่นดีหรือแย่เท่ากับให้ตัวเอง) และผลงานแสดงว่า ปรากฏการณ์เหนือกว่าเทียมนี้ ไม่ได้มีอย่างทั่วไปเหมือนกับที่เคยคิด[41]

การให้ความใส่ใจ

ทฤษฎีที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ focalism คือแนวคิดว่า มีการให้ความสำคัญกับวัตถุที่กำลังใส่ใจมากกว่า คืองานศึกษาปรากฏการณ์นี้โดยมาก เพ่งความสนใจไปที่ตนมากกว่า เพราะคำถามบ่อยครั้งจะยกตนเองขึ้นก่อนเป้าหมายที่ใช้เปรียบเทียบ (เช่น "จงเปรียบเทียบคุณเองกับบุคคลปานกลาง") ตามทฤษฎีนี้ บุคคลนั้นจึงให้ความสำคัญต่อความสามารถหรือลักษณะของตน มากกว่าของบุคคลเปรียบเทียบ ดังนั้น ถ้าใช้คำถามที่กลับตำแหน่งของตนและบุคคลเปรียบเทียบ (เช่น "จงเปรียบเทียบบุคคลปานกลางกับตัวคุณเอง") ปรากฏการณ์นี้ควรจะลดระดับลง[42]

งานวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ มักจะพุ่งความสนใจไปที่ความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดีมากกว่าปรากฏการณ์นี้ และงานวิจัยสองงานพบว่า ระดับความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดีลดลง เมื่อให้ผู้ร่วมการทดลองเปรียบเทียบบุคคลปานกลางกับตนเอง คือเมื่อกลับตำแหน่งการเปรียบเทียบ[43][44]

ส่วนงานวิจัยในปี 2003 ศึกษาทฤษฎีนี้กับปรากฏการณ์นี้โดยตรง แล้วพบว่า เมื่อให้ผู้ร่วมการทดลองประเมินโอกาสที่จะชนะเกมที่แข่งขันกัน ผลการประเมินเกินจริงจะลดลงเมื่อถามถึงโอกาสชนะของผู้อื่นแทนที่จะถามถึงโอกาสของตน (โดยเป็นเกมที่ไม่ตนชนะก็ผู้อื่นชนะ)[45]

การเปรียบเทียบบุคคลหรือวัตถุกับกลุ่ม

แนวคิดนี้ (ของ Giladi & Klar) เสนอว่า บุคคลหนึ่ง ๆ ในกลุ่มมักจะประเมินตนสูงกว่าจุดมัชฌิมหรือจุดมัธยฐานของกลุ่มนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้บุคคลประเมินฝีมือการขับรถของตนเทียบกับคนอื่นในกลุ่มทั้งหมด บุคคลนั้นมักจะให้คะแนนตนสูงกว่าคนปานกลาง (average) นอกจากนั้นแล้ว คนโดยมากในกลุ่มก็มักจะให้คะแนนตนสูงกว่าโดยเฉลี่ย งานวิจัยพบปรากฏการณ์นี้เกี่ยวกับความสามารถมนุษย์ในด้านต่าง ๆ[46] ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงเสนอว่า บุคคลจริง ๆ ไม่ได้ประเมินตนสูงกว่าคนปานกลาง (average) เพราะเข้าข้างตนเอง แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดจากความโน้มเอียงทั่ว ๆ ไปที่จะประเมินบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ว่าดีกว่าโดยเฉลี่ย

ความโน้มเอียงสู่จุดอุดมคติ

งานวิจัยในปี 2005 เสนอแนวคิดว่า บุคคลไม่ได้ทบทวนและคิดถึงความสามารถ พฤติกรรม และลักษณะต่าง ๆ ของตนอย่างตั้งใจ แล้วเปรียบเทียบกับของคนอื่น แต่ว่า บุคคลน่าจะมี "ความโน้มเอียงอัตโนมัติที่จะชักสิ่งที่มีค่าทางสังคม เข้าสู่ลักษณะอุดมคติ"[18] ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลประเมินตนว่าซื่อสัตย์ บุคคลนั้นก็มักจะกล่าวถึงลักษณะนั้นเกินความจริงโน้มเอียงไปสู่ระดับความซื่อสัตย์อุดมคติที่ตนมี จุดสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ระดับอุดมคตินี้อาจไม่ใช่เป็นจุดยอด ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องความซื่อสัตย์ บุคคลที่พูดตรงความจริงอย่างซื่อบื้อตลอดอาจจะพิจารณาได้ว่า ไม่มีมรรยาท ดังนั้น ระดับอุดมคติจะต่าง ๆ กันไปในบุคคลต่าง ๆ

ทฤษฎีอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสังคม

ปรากฏการณ์นี้อาจจะไม่มีแหล่งกำเนิดทางสังคม เพราะว่า การตัดสินวัตถุที่ไม่มีวิญญาณอื่น ๆ ก็บิดเบือนอย่างคล้าย ๆ กัน[46]

ปัจจัยบรรเทา

แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะค่อนเข้าข้างตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดเสมอไป ระดับของปรากฏการณ์มีปัจจัยบรรเทาหลายอย่าง ผลงานวิจัยปี 2005 ให้ตัวอย่างหลัก ๆ ไว้ ดังที่จะกล่าวต่อไป[18]

การตีความหรือความคลุมเครือของลักษณะ

งานปี 2005 พูดถึงปัจจัยบรรเทาที่เป็น "มิติในการตัดสินใจ" (judgement dimension) ซึ่งหมายถึงความเป็นรูปธรรม (concrete) หรือนามธรรม (abstract) ของความสามารถหรือลักษณะที่ต้องการประเมิน[18] งานวิจัยปี 1997 พบว่า บุคคลจะประเมินตนเองสูงกว่า เมื่อสิ่งที่ถามสามารถตีความได้หลายอย่าง[47] ยกตัวอย่างเช่น ค่านิยมทางสังคมเช่น ความเป็นที่นิยม (popularity) และความรูปงาม (attractiveness) สามารถตีความได้กว้างกว่าลักษณะอื่น ๆ เช่น ความเฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางกาย[48] และค่าประเมินตนที่ต่าง ๆ กันในลักษณะเหล่านี้ อาจจะมาจากความจำเป็นที่จะมีทัศนคติเกี่ยวกับตนเองที่พอเชื่อได้[49]

แนวคิดว่า ความคลุมเครือมีผลต่อปรากฏการณ์นี้ ได้หลักฐานสองอย่างจากงานวิจัยที่ศึกษากลุ่ม 2 กลุ่ม คือ ในกลุ่มแรก ผู้ร่วมการทดลองได้รับกฎเกณฑ์เพื่อประเมินลักษณะ และในอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้ร่วมการทดลองมีอิสระที่จะประเมินลักษณะตามกฎเกณฑ์ของตน งานวิจัยพบว่า ผลของปรากฏการณ์นี้มีระดับสูงกว่าในกลุ่มผู้ร่วมการทดลองที่ใช้กฎเกณฑ์ของตนเอง[50]

วิธีการเปรียบเทียบ

วิธีการที่ใช้ในงานวิจัยมีอิทธิพลต่อผลต่างที่พบของปรากฏการณ์ งานวิจัยโดยมากใช้การเปรียบเทียบระหว่างบุคคลกับผู้ร่วมกลุ่มโดยเฉลี่ย โดยแบ่งเป็น 2 อย่างคือ การเปรียบเทียบโดยตรง และโดยอ้อม การเปรียบเทียบโดยตรงมีการใช้มากที่สุด คือให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนตนเองและผู้ร่วมกลุ่มโดยเฉลี่ย โดยให้ในแผ่นคะแนนเดียวกัน มีค่าเริ่มตั้งแต่ "ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย" ไปจนถึง "สูงกว่าค่าเฉลี่ย"[51] ซึ่งมีผลเป็นผู้ร่วมการทดลองแสดงปรากฏการณ์นี้ในระดับสูงสุด[52] นักวิจัยได้เสนอว่า เป็นอย่างนี้ก็เพราะเป็นการเปรียบเทียบที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคลและบุคคลปานกลาง แต่ว่า ถ้าใช้วิธีนี้ ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่า ผู้ร่วมการทดลองประเมินตัวเองเกิน หรือประเมินบุคคลอื่นต่ำเกินไป หรือว่าทั้งสอง

ส่วนวิธีโดยอ้อมให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนตนและผู้ร่วมกลุ่มโดยเฉลี่ย บนคะแนนคนละแผ่น และขนาดของปรากฏการณ์นี้คำนวณโดยลบคะแนนที่ให้กับตนด้วยคะแนนที่ให้กับบุคคลปานกลาง (ถ้ามีค่าต่างที่สูงกว่าก็จะหมายถึงมีปรากฏการณ์นี้ที่สูงกว่า) แม้ว่าการเปรียบเทียบแบบอ้อมจะใช้น้อยกว่า แต่ก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของปรากฏการณ์นี้มากกว่าว่า ผู้ร่วมการทดลองประเมินตนเองเกินไป หรือว่าประเมินบุคคลปานกลางต่ำไป[51]

บุคคลเป้าหมาย

บุคคลเป้าหมายเป็นปัจจัยบรรเทาที่พื้นฐานที่สุดของปรากฏการณ์นี้ และมีประเด็นสองเรื่องที่ต้องพิจารณา สำหรับเรื่องแรก งานวิจัยในปรากฏการณ์นี้ไม่เหมือนงานวิจัยอื่นเพราะว่าบุคคลเป้าหมายที่ใช้เปรียบเทียบกับตนเอง เป็นบุคคลปานกลางที่มีโดยสมมุติ แทนที่จะเป็นคนใดคนหนึ่งจริง ๆ งานวิจัยปี 1995 พบว่า ปรากฏการณ์นี้มีขนาดน้อยกว่า แม้ว่าจะยังมีอยู่ เมื่อผู้ร่วมการทดลองเปรียบเทียบตนกับบุคคลที่มีอยู่จริง ๆ (คือเป็นผู้ร่วมการทดลองที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน) ซึ่งต่างจากการเปรียบเทียบกับบุคคลปานกลาง ซึ่งแสดงนัยว่า การวิจัยในเรื่องนี้เอง อาจจะทำให้เกิดความเอนเอียง ดังนั้นจึงพบผลต่างที่มีขนาดใหญ่กว่าที่อาจจะพบในชีวิตจริง[51]

การทดลองต่อมาสืบหาความแตกต่างกันระหว่างบุคคลเป้าหมาย โดยกำหนดกลุ่ม 4 กลุ่มที่ผู้ร่วมการทดลองอยู่ใกล้ไกลกับบุคคลเป้าหมายไม่เท่ากัน คือ บุคคลที่อยู่ในห้องเดียวกัน บุคคลในวีดีโอ บุคคลในบทความ และบุคคลปานกลาง งานวิจัยพบว่า เมื่อผู้ร่วมการทดลองอยู่ไกลจากบุคคลเป้าหมาย (ในวีดีโอและในบทความ) ผลต่างของปรากฏการณ์นี้มีมากกว่า นักวิจัยจึงเสนอว่า ผลต่างของปรากฏการณ์นี้สามารถลดได้โดยปัจจัย 2 อย่าง คือ การมีบุคคลเป้าหมายเป็นบุคคลโดยเฉพาะ ๆ และการอยู่ร่วมกับบุคคลนั้นจริง ๆ

สำหรับเรื่องที่สอง งานวิจัยปี 1995 ตรวจสอบว่า ความรู้สึกในเชิงดูถูกของคำว่า "เฉลี่ย" (average) จะมีผลต่อระดับปรากฏการณ์นี้หรือไม่ คือถ้าการใช้คำว่า average จะเพิ่มระดับปรากฏการณ์หรือไม่ จึงมีการทดลองที่ให้ผู้ร่วมการทดลองประเมินตนเอง บุคคลปานกลาง และบุคคลที่นั่งใกล้ ๆ ดังที่กล่าวในการทดลองก่อน โดยมีความต่าง ๆ กัน ผู้วิจัยพบว่า ผู้ร่วมการทดลองประเมินตนเองสูงสุด ตามด้วยบุคคลจริง และตามด้วยบุคคลปานกลาง แต่ว่า บุคคลเฉลี่ยได้การประเมินที่สูงกว่าจุดมัธยฐานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแสดงว่า คำว่า average ไม่ได้มีผลลบต่อทัศนคติเกี่ยวกับบุคคลปานกลาง[51]

การควบคุมได้

ปัจจัยบรรเทาสำคัญอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ก็คือระดับที่บุคคลเชื่อว่า ตนสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนคะแนนของลักษณะที่ประเมินได้ งานวิจัยในปี 2005 เสนอว่า ลักษณะเชิงบวกที่บุคคลเชื่อว่าสามารถควบคุมได้ทำให้เกิดความเอนเอียงเข้าข้างตนมากกว่า ในขณะที่ลักษณะเชิงลบที่บุคคลเชื่อว่าควบคุมไม่ได้ จะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการยกย่องตัวเอง (self-enhancement)[18] ซึ่งมีหลักฐานในงานปี 1985 (Alicke 1985) ที่พบว่า บุคคลจะให้คะแนนตนเองสูงกว่าบุคคลปานกลางเกี่ยวกับลักษณะเชิงบวกที่ควบคุมได้ และต่ำกว่าบุคคลปานกลางเกี่ยวกับลักษณะเชิงลบที่ควบคุมไม่ได้ แนวคิดดังที่เสนอในงานวิจัยว่า การเชื่อว่าตนเป็นเหตุของความสำเร็จของตน แต่ปัจจัยอื่น ๆ เป็นเหตุของความล้มเหลว เป็นความเอนเอียงที่เรียกว่าความเอนเอียงเข้าข้างตนเอง (self-serving bias)

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ลักษณะบุคลิกภาพมีความต่างกันมากระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยบรรเทาปรากฏการณ์นี้ ตัวอย่างอย่างหนึ่งก็คือการเคารพตน (self-esteem) งานปี 1986 พบว่า การประเมินลักษณะเชิงบวกของตนเองของผู้ร่วมการทดลองที่เคารพตนสูง มีระดับปรากฏการณ์นี้สูงกว่าผู้ที่เคารพตนต่ำ[53] งานวิจัยปี 2002 ก็พบผลคล้ายกัน แต่พบเพิ่มด้วยว่า ผู้ที่เคารพตนสูงตีความลักษณะที่คลุมเครือเข้าข้างตนเองมากกว่า เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่มีความเคารพตนสูง ผู้ไม่ได้ตีความเช่นนี้[19]

ปรากฏการณ์แย่กว่าคนปานกลาง

ตรงข้ามกับที่บางคนเชื่อ งานวิจัยพบว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ทั่วไปกับทุกคน จริง ๆ แล้ว งานวิจัยเร็ว ๆ นี้กลับพบผลตรงกันข้ามในงานทดสอบที่ยากกว่ามากมาย[54]

ดูเพิ่ม

เชิงอรรถและอ้างอิง

  1. 1.0 1.1 1.2 Hoorens, Vera (1993). "Self-enhancement and Superiority Biases in Social Comparison". European Review of Social Psychology (Psychology Press) 4 (1): 113–139. doi:10.1080/14792779343000040. 
  2. Pinker, Steven (2011). The Better Angels Of Our Nature. Penguin. p. 590. ISBN 978-0-141-03464-5. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 Colvin, C. Randall; Block, Jack; Funder, David C (1995). "Overly Positive Self-Evaluations and Personality: Negative Implications for Mental Health". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 68 (6): 1152–1162. PMID 7608859. doi:10.1037/0022-3514.68.6.1152. 
  4. Dunning, David; Meyerowitz, Judith A; Holzberg, Amy D (1989). "Ambiguity and self-evaluation: The role of idiosyncratic trait definitions in self-serving assessments of ability". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 57 (6): 1082–1090. ISSN 1939-1315. doi:10.1037/0022-3514.57.6.1082. 
  5. Davidson, JE; Downing, CL (2000). "Contemporary models of intelligence". In Sternberg, Robert J. Handbook of Intelligence. 
  6. International Journal of Selection and Assessment 13 (1): 11–24. 2005-03. 
  7. Schmidt, I.W.; Berg, IJ; Deelman, BG (1999). "Illusory superiority in self-reported memory of older adults". Aging, Neuropsychology, and Cognition (Neuropsychology, Development and Cognition) 6 (4): 288–301. doi:10.1076/1382-5585(199912)06:04;1-B;FT288. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Kruger, Justin; Dunning, David (1999). "Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One's Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments". Journal of Personality and Social Psychology 77 (6): 1121–34. PMID 10626367. doi:10.1037/0022-3514.77.6.1121. 
  9. "The 2000 Ig Nobel Prize Winners". Improbable Research. สืบค้นเมื่อ 2008-05-27. 
  10. Ehrlinger, Joyce; Dunning, David (2003-01). "How Chronic Self-Views Influence (and Potentially Mislead) Estimates of Performance". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 84 (1): 5–17. PMID 12518967. doi:10.1037/0022-3514.84.1.5. 
  11. Ames, Daniel R; Kammrath, Lara K (2004-09). "Mind-Reading and Metacognition: Narcissism, not Actual Competence, Predicts Self-Estimated Ability". Journal of Nonverbal Behavior (Springer Netherlands) 28 (3): 187–209. doi:10.1023/B:JONB.0000039649.20015.0e. 
  12. Burson, Katherine A; Larrick, Richard P; Klayman, Joshua (2006). "Skilled or Unskilled, but Still Unaware of It: How Perceptions of Difficulty Drive Miscalibration in Relative Comparisons" (PDF). Journal of Personality and Social Psychology 90 (1): 60–77. PMID 16448310. doi:10.1037/0022-3514.90.1.60. 
  13. Ehrlinger, Joyce; Johnson, Kerri; Banner, Matthew; Dunning, David; Kruger, Justin (2008). "Why the unskilled are unaware: Further explorations of (absent) self-insight among the incompetent" (PDF). Organizational Behavior and Human Decision Processes 105: 98–121. PMC 2702783. PMID 19568317. doi:10.1016/j.obhdp.2007.05.002. Archived from the original on 2013-02-15. 
  14. Cross, P. (1977). "Not can but will college teachers be improved?". New Directions for Higher Education 17: 1–15. doi:10.1002/he.36919771703. 
  15. "It's Academic". Stanford GSB Reporter. 2000-04-24. pp. 14–15.  อ้างอิงใน Zuckerman, Ezra W.; Jost, John T (2001). "What Makes You Think You're So Popular? Self Evaluation Maintenance and the Subjective Side of the "Friendship Paradox"" (PDF). Social Psychology Quarterly (American Sociological Association) 64 (3): 207–223. JSTOR 3090112. doi:10.2307/3090112. สืบค้นเมื่อ 2009-08-29. 
  16. Odean, T. (1998). "Volume, volatility, price, and profit when all traders are above average". Journal of Finance 53 (6): 1887–1934. doi:10.1111/0022-1082.00078. 
  17. Neale, MA; Bazerman, MH (1985). "The effects of framing and negotiator overconfidence on bargaining behaviours and outcomes". Academy of Management Journal 28 (1): 34–49. 
  18. 18.0 18.1 18.2 18.3 18.4 18.5 Alicke, Mark D.; Govorun, Olesya (2005). "The Better-Than-Average Effect". In Alicke, Mark D; Dunning, David A; Krueger, Joachim I. The Self in Social Judgment. Studies in Self and Identity. Psychology Press. pp. 85–106. ISBN 978-1-84169-418-4. OCLC 58054791. 
  19. 19.0 19.1 Suls, J.; Lemos, K; Stewart, HL (2002). "Self-esteem, construal, and comparisons with the self, friends and peers". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 82 (2): 252–261. PMID 11831414. doi:10.1037/0022-3514.82.2.252. 
  20. 20.0 20.1 Perloff, L.S.; Fetzer, BK (1986). "Self-other judgments and perceived vulnerability to victimization". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 50 (3): 502–510. doi:10.1037/0022-3514.50.3.502. 
  21. Brown, J.D. (1986). "Evaluations of self and others: Self-enhancement biases in social judgments". Social Cognition 4 (4): 353–376. doi:10.1521/soco.1986.4.4.353. 
  22. Tajfel, H.; Turner, JC. "The social identity theory of intergroup behaviour". In Worchel, S; Austin, WG. Psychology of intergroup relations (2nd ed.). pp. 7–24. ISBN 0-12-682550-5. 
  23. Zuckerman, Ezra W.; Jost, John T (2001). "What Makes You Think You're So Popular? Self Evaluation Maintenance and the Subjective Side of the "Friendship Paradox"" (PDF). Social Psychology Quarterly (American Sociological Association) 64 (3): 207–223. JSTOR 3090112. doi:10.2307/3090112. สืบค้นเมื่อ 2009-08-29. 
  24. Buunk, B.P. (2001). "Perceived superiority of one's own relationship and perceived prevalence of happy and unhappy relationships". British Journal of Social Psychology 40 (4): 565–574. doi:10.1348/014466601164984. 
  25. Hoorens, V.; Harris, P (1998). "Distortions in reports of health behaviours: The time span effect and illusory superiority". Psychology and Health 13 (3): 451–466. doi:10.1080/08870449808407303. 
  26. Svenson, O. (1981-02). "Are we all less risky and more skillful than our fellow drivers?". Acta Psychologica 47 (2): 143–148. doi:10.1016/0001-6918(81)90005-6. 
  27. McCormick, Iain A.; Walkey, Frank H; Green, Dianne E (1986-06). "Comparative perceptions of driver ability— A confirmation and expansion". Accident Analysis & Prevention 18 (3): 205–208. doi:10.1016/0001-4575(86)90004-7. 
  28. "24% Of Drivers Admit To Coming Close To Causing An Accident While Texting". Cheap Car Insurance. 2013-07-15. 
  29. Heine, Steven; Hamamura, Takeshi (2007). "In Search of East Asian Self-Enhancement". Personality and Social Psychology Review 11 (1): 4–27. PMID 18453453. doi:10.1177/1088868306294587. 
  30. DeAngelis, Tori (2003-02). "Why we overestimate our competence". Monitor on Psychology (American Psychological Association) 34 (2): 60. สืบค้นเมื่อ 2011-03-07. 
  31. Falk et al (2009). "Why Do Westerners Self-Enhance More than East Asians?" (PDF). 
  32. Martin, D.J.; Abramson, L.Y.; Alloy, L.B. (1984). "Illusion of control for self and others in depressed and non-depressed college students". Journal of Personality and Social Psychology 46: 126–136. doi:10.1037/0022-3514.46.1.125. 
  33. Kuiper, N.A.; Macdonald, M.R. (1982). "Self and other perception in mild depressives". Social Cognition 1 (3): 223–239. doi:10.1521/soco.1982.1.3.223. 
  34. Compton, William C. (1992). "Are positive illusions necessary for self-esteem: a research note". Personality and Individual Differences 13 (12): 1343–1344. doi:10.1016/0191-8869(92)90177-Q. 
  35. Knee, C.R.; Zuckerman, M. (1998). "A nondefensive personality: Autonomy and control as moderators of defensive coping and self-handicapping". Journal of Research in Personality 32 (2): 115–130. doi:10.1006/jrpe.1997.2207. 
  36. 36.0 36.1 36.2 Shedler, Jonathan; Martin Mayman; Melvin Manis (1993). "The Illusion of Mental Health". American Psychologist (American Psychological Association) 48 (11): 1117–1131. PMID 8259825. doi:10.1037/0003-066X.48.11.1117. 
  37. Sedikides, Constantine; Horton, Robert S; Gregg, Aiden P (2007). "The Why's the Limit: Curtailing Self-Enhancement With Explanatory Introspection". Journal of Personality (Wiley Periodicals) 75 (4): 783–824. ISSN 0022-3506. PMID 17576359. doi:10.1111/j.1467-6494.2007.00457.x. 
  38. Beer, JS; Hughes, BL. (2010). "Neural systems of social comparison and the "above-average" effect". Neuroimage 49 (3): 2671–2679. PMID 19883771. doi:10.1016/j.neuroimage.2009.10.075. 
  39. Hilbert, Martin (2012). "Toward a synthesis of cognitive biases: How noisy information processing can bias human decision making". Psychological Bulletin 138 (2): 211–237.  Full ArticlePDF
  40. Weinstein, N.D. (1980). "Unrealistic optimism about future life events". Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 39 (5): 806–820. doi:10.1037/0022-3514.39.5.806. 
  41. Kruger, J. (1999). "Lake Woebegon be gone! The "below-average effect" and the egocentric nature of comparative ability judgments". Journal of Personality and Social Psychology 77 (2): 221–232. PMID 10474208. doi:10.1037/0022-3514.77.2.221. 
  42. Schkade, D.A.; D. Kahneman (1998). "Does living in California make people happy? A focussing illusion in judgments of life satisfaction". Psychological Science 9 (5): 340–346. doi:10.1111/1467-9280.00066. 
  43. Otten, W.; Van der Pligt, J (1966). "Context effects in the measurement of comparative optimism in probability judgments". Journal of Personality and Social Psychology 15: 80–101. 
  44. Eiser, J.R.; Pahl, S; Prins, YRA (2001). "Optimism, pessimism, and the direction of self-other comparisons". Journal of Experimental Social Psychology 37: 77–84. doi:10.1006/jesp.2000.1438. 
  45. Windschitl, P.D.; Kruger, J; Sims, EN (2003). "The influence of egocentrism and focalism on people's optimism in competition: When what affects us equally affects me more" (PDF). Journal of Personality and Social Psychology (American Psychological Association) 85 (3): 389–408. PMID 14498778. doi:10.1037/0022-3514.85.3.389. 
  46. 46.0 46.1 Giladi, EE; Klar, Y (2002). "When standards are wide of the mark: Nonselective superiority and inferiority biases in comparative judgments of objects and concepts". Journal of Experimental Psychology: General 131 (4): 538–551. doi:10.1037/0096-3445.131.4.538. 
  47. Sedikides, C; Strube, MJ. Zanna, MP, ed. Advances in experimental social psychology 29 (New York: Academic Press). pp. 209–269. 
  48. Reeder, G.D.; Brewer, M.B. (1979). "A schematic model of dispositional attribution in interpersonal perception". Psychological Review 86: 61–79. doi:10.1037/0033-295X.86.1.61. 
  49. Swann, WB; Rentfrow, PJ; Guinn, JS (2003). "Self Verification: The search for coherence". In Leary, MR; Tangney, JP. Handbook of Self and Identity (New York: Guildford Press). pp. 367–383. 
  50. Dunning, D.; Meyerowitz, J.A.; Holzberg, A.D. (1989). "Ambiguity and self-evaluation: The role of idiosyncratic trait definitions in self-serving assessments of ability". Journal of Personality and Social Psychology 57 (6): 1082–1090. doi:10.1037/0022-3514.57.6.1082. 
  51. 51.0 51.1 51.2 51.3 Alicke, M.D.; Klotz, M.L.; Breitenbecher, D.L.; Yurak, T.J.; Vredenburg, D.S. (1995). "Personal contact, individuation, and the better-than-average effect". Journal of Personality and Social Psychology 68 (5): 804–825. doi:10.1037/0022-3514.68.5.804. 
  52. Otten, W.; Van; der Pligt, J. (1966). "Context effects in the measurement of comparative optimism in probability judgments". Journal of Social and Clinical Psychology 15: 80–101. 
  53. Brown, J.D. (1986). "Evaluations of self and others: Self-enhancement biases in social judgments". Social Cognition 4 (4): 353–376. doi:10.1521/soco.1986.4.4.353. 
  54. Moore, D.A. (2007). "Not so above average after all: When people believe they are worse than average and its implications for theories of bias in social comparison". Organizational Behaviour and Human Decision Processes 102 (1): 42–58. doi:10.1016/j.obhdp.2006.09.005. 

แหล่งข้อมูลอื่น

  • Alicke, Mark D.; Dunning, David A; Kruger, Joachim I (2005). The Self in Social Judgment. Psychology Press. pp. 85–106. ISBN 978-1-84169-418-4.  especially chapters 5 and 4
  • Kruger, J. (1999). "Lake Wobegon be gone! The "below-average effect" and the egocentric nature of comparative ability judgments". Journal of Personality and Social Psychology 77 (2): 221–232. PMID 10474208. doi:10.1037/0022-3514.77.2.221. 
  • Matlin, Margaret W. (2004). "Pollyanna Principle". In Pohl, Rüdiger. Cognitive Illusions: a handbook on fallacies and biases in thinking, judgement and memory. Psychology Press. ISBN 978-1-84169-351-4. 
  • Myers, David G. (1980). The inflated self: human illusions and the Biblical call to hope. New York: Seabury Press. ISBN 978-0-8164-0459-9
  • Sedikides, Constantine; Gregg, Aiden P. (2003) . "Portraits of the Self" in Sage handbook of social psychology
  • Dunning, David; Johnson, Kerri; Ehrlinger, Joyce; Kruger, Justin (2003). "Why people fail to recognize their own incompetence". Current Directions in Psychological Science 12 (3): 83–87. doi:10.1111/1467-8721.01235. 
  • Giladi, EE; Klar, Y (2002). "When standards are wide of the mark: Nonselective superiority and inferiority biases in comparative judgments of objects and concepts". Journal of Experimental Psychology: General 131 (4): 538–551. doi:10.1037/0096-3445.131.4.538. 
The article is a derivative under the Creative Commons Attribution-ShareAlike License. A link to the original article can be found here and attribution parties here. By using this site, you agree to the Terms of Use. Gpedia Ⓡ is a registered trademark of the Cyberajah Pty Ltd.