พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี

ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี
ดิลกนพรัฐ.jpg
เจ้ากรมพลำภัง
ดำรงตำแหน่ง 2 กันยายน พ.ศ. 2454 - 12 มกราคม พ.ศ. 2455
ชายา เจ้าศิริมา ณ เชียงใหม่
พระบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดา เจ้าจอมมารดาทิพเกษร ในรัชกาลที่ 5
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ประสูติ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2427
สิ้นพระชนม์ 12 มกราคม พ.ศ. 2456 (พระชันษา 28 ปี 254 วัน)
พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ใน พระราชพิธีโสกันต์

มหาอำมาตย์ตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ นับเป็นเจ้านายไทยพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบการศึกษาในวิชาระดับปริญญาเอก[1] พระนาม "ดิลกนพรัฐ" หมายถึง "ศรีเมืองเชียงใหม่"

พระประวัติ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 44 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทิพเกษร เจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์ทิพย์จักร ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2427

ขณะที่มีพระชันษาได้เพียง 16 ปี เจ้าจอมมารดาก็ได้ถึงแก่อนิจกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา จึงทรงอยู่ในความดูแลของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา

พระอัจฉริยภาพด้านการศึกษา

พ.ศ. 2440 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้เสด็จเข้ารับการศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก (พ.ศ. 2440) ขณะมีพระชันษาได้ 13 ปีบริบูรณ์ การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้นมีพระราชโอรสตามเสด็จ 4 พระองค์ คือ

เมื่อถึงอังกฤษ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนวอร์เรนฮิลล์ เพื่อศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ก่อนที่จะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมชาร์เตอร์เฮาส์ ทั้งๆ ที่โรงเรียนมัธยมกินนอนอีตัน ได้ตกลงรับเข้าศึกษาแล้ว โดยจะเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่นั่น เหตุผลที่พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ มิได้เสด็จไปเข้าอีตัน ก็เพราะเจ้าพระยาพระเสด็จฯ เมื่อยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้ดูแลการศึกษาของพระราชโอรสในอังกฤษขณะนั้น มีความดำริเห็นว่าพระเจ้าลูกยาเธอยังขาด "ความพร้อม" ที่จะไปเรียนที่อีตัน

ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2443 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะเจ้าจอมมารดาทิพเกษรป่วยหนัก และถึงแก่พิราลัย คราวนั้น พระองค์ได้ประทับอยู่ในเมืองไทยนานถึง 8 เดือน จนกระทั่งเสร็จสิ้นงานปลงพระศพของพระมารดา จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่อังกฤษในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2444

การว่างเว้นการเรียนไปนานหลายเดือนทำให้พระองค์ทรงเรียนตามพระสหายในชั้นเรียนไม่ทัน จึงต้องทรงย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมของเอกชนที่แครมเมอร์ และได้ทรงย้ายไปศึกษาที่เยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2444 ในระหว่าง พ.ศ. 2444-2446 พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่เมืองฮาลเล ภายใต้การควบคุมดูแลของ ดร.ตริน ศาสตราจารย์ชาวเยอรมัน พระองค์ทรงมีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างสูง จนสามารถเรียนรู้ภาษาเยอรมันได้อย่างแตกฉาน และสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น

ใน พ.ศ. 2446 เมื่อมีพระชันษา 19 ปีบริบูรณ์ และได้ประทับอยู่ในยุโรปมาแล้วกว่า 6 ปี พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมิวนิกในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือที่รู้จักกันในสมัยนี้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชาที่เน้นในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม, ลัทธิเศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์แรงงาน ตลอดจนวิชารัฐศาสตร์ คือวิชาที่เกี่ยวกับการเมืองและการปกครอง พระองค์ทรงเริ่มการค้นคว้าเพื่อเรียบเรียงวิทยานิพนธ์เรื่อง "เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม" ใน พ.ศ. 2447 โดยทรงขอข้อมูลจากเมืองไทย ซึ่งกระทรวงเกษตราธิการได้รวบรวมส่งไปถวาย นอกจากนั้นก็ยังทรงค้นคว้าจากหนังสือและเอกสารอีกมากมายที่มีอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นภาษาเยอรมัน, ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส รายชื่อหนังสือและเอกสารเหล่านี้ปรากฏในบรรณานุกรมต่อท้ายพระวิทยานิพนธ์ของพระองค์ วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจโลกที่สนใจประเทศไทย

ภายหลังที่ได้ทรงศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมิวนิกเป็นเวลา 2 ปี พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐก็ได้ทรงย้ายไปศึกษาในแขนงวิชาเดียวกัน ณ มหาวิทยาลัยทือบิงเงิน (University of Tübingen) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของเยอรมนีตอนใต้อีกแห่งหนึ่ง (เมืองทือบิงเงินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้กับเมืองชตุทท์การ์ท และอยู่ไปทางทิศตะวันตกของเมืองมิวนิก) ณ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ พระองค์ได้ทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่าดอกเตอร์วิทสตาตส์วิสเซนชัฟท์ ใน พ.ศ. 2450 ขณะทรงมีชันษาได้ 23 ปี ภายหลังที่ได้ทรงพิมพ์พระวิทยานิพนธ์เป็นหนังสือขนาดกะทัดรัดฉบับภาษาเยอรมันในชื่อว่า "เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม" โดย ปรินซดิลก ฟอน สิอาม พระนามเรียกในภาษาเยอรมันของพระองค์ ผลงานของพระองค์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่สนใจประเทศไทยจักต้องค้นหามาศึกษา

ในพระอัจฉริยภาพด้านการศึกษานั้น กล่าวสรุปได้ว่า พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ

  • ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาทางเศรษฐศาสตร์
  • ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำการศึกษาวิจัยสถานภาพและปัญหาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย
  • ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

นอกจากนั้น พระองค์เป็นพระราชโอรส 1 ใน 4 พระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสำเร็จการศึกษาด้านพลเรือนได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย อันได้แก่

พระกรณียกิจสำคัญ

จากซ้าย:พระองค์เจ้ารังสิตประยุรศักดิ์, พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ, สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ, พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์, พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธุ์

หลังจากพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาในคราวที่เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2450) นิวัติกลับสู่ประเทศไทยแล้ว ทรงเริ่มเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งปลัดกรมพิเศษ แผนกอัยการต่างประเทศ ก่อนจะย้ายไปเป็นปลัดสำรวจ กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ

ต่อมาได้ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมเลขานุการ ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ในปี พ.ศ. 2453 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์เอก (เทียบยศทหารพันเอก)

ในรัชกาลที่ 6 ทรงได้เลื่อนยศขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ตรี (เทียบยศทหารพลตรี) ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพลำภัง (อธิบดีกรมการปกครอง) ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2454[2] และและได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลอง ขณะที่ยังคงรั้งตำแหน่งเจ้ากรมพลำภัง (อธิบดีกรมการปกครอง) ต่อไปด้วย

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี ซึ่งมีข้อความในประกาศว่า

อนึ่ง ทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ได้เสด็จออกไปทรงศึกษาวิชา ณ ประเทศยุโรปที่เมืองอังกฤษก่อน แล้วได้เสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมันต่อไป จนทรงสอบไล่ได้ประกาศนียบัตร์เป็นเปรียญรู้ในอรรถคดี ครั้นรัตนโกสินทร์ศก 126 (2450) เสร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในน่าที่ปลัดกรมพิเศษ พแนกอัยการต่างประเทศ แล้วเป็นปลัดสำรวจกรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ แลเป็นเจ้ากรมเลขานุการเป็นลำดับมา ในบัดนี้ได้ดำรงพระเกียรติยศในตำแหน่งผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย และเจ้ากรมพลำพัง ทรงพระปรีชาสามารถ อาจให้ราชกิจในหน้าที่นั้น ๆ สำเร็จโดยเรียบร้อยตลอดมา บัดนี้ก็ทรงไวยวุฒิสมควรจะได้รับพระเกียรติยศเปนเจ้าต่างกรมพระองค์หนึ่งได้

จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนา พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจาฤกในพระสุพรรณบัตรว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี อัชนาม ทรงศักดินา 15,000 ตามพระราชกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรมในพระบรมมหาราชวัง จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ ศุข พล ปฏิภาน คุณสารสมบัติ สรรพศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล วิบุลยศุภผลมโหฬาร ทุกประการ[3]

นอกจากราชการในกระทรวงมหาดไทยแล้ว พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐยังสนพระทัยในการศึกษาระดับอนุบาล (คินเดอร์การ์เต้น) ซึ่งเป็นการศึกษาที่ริเริ่มขึ้นในเยอรมนี และได้ทรงเคยพบเห็นมาในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในประเทศนั้น เมื่อเสด็จกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ได้ทรงเป็นบรรณาธิการวารสารชื่อ กุมารใหม่ ซึ่งพิมพ์ออกมาได้ไม่กี่ฉบับอีกด้วย

สิ้นพระชนม์และการพระศพ

พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้ทรงเสกสมรสกับเจ้าศิริมา ณ เชียงใหม่[4] พระญาติซึ่งกล่าวกันว่ามีพระสิริโฉมยิ่งนัก ทรงครองรักอยู่ได้ไม่นาน พระชายาก็ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันเพราะเป็นตะคริวขณะกำลังสรงน้ำในสระน้ำภายในพระราชวังดุสิต กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดีทรงเสียพระทัยอย่างมิอาจจะหักห้ามได้ ประกอบกับประชวรพระเส้นประสาทพิการมาได้ 7 เดือนเศษ ท้ายที่สุดได้ทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์เองด้วยพระแสงปืนในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2455 (นับแบบปัจจุบันตรงกับปี พ.ศ. 2456) หลังจากทรงกรมได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น สิริพระชันษา 28 ปี 254 วัน

แต่ในหนังสือ เลาะวัง ซึ่งเขียนโดยจุลลดา ภักดิภูมินทร์ (หม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์) ให้ข้อมูลว่า "...ไม่ปรากฏว่าทรงมีหม่อมห้ามและโอรส ธิดา จึงไม่มีทายาทสืบสกุล" และ "ว่ากันว่า ทรงขัดข้องพระทัยเรื่องราชการงานเมือง เมื่อไม่ได้ดังที่ตั้งพระทัยดีเอาไว้ ก็ทรงน้อยพระทัย หุนหัน ไม่ได้มีเรื่องเกี่ยวกับรัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนพระองค์แต่อย่างใด"[5]

บ่าย 4 โมงเศษหลังวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์มาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง ประดิษฐานเหนือแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบโกศมณฑปใหญ่ พระสงฆ์มีพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ทรงเป็นประธานสวดสดับปกรณ์ มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืนและเครื่องประโคมประจำพระศพมีกำหนด 3 เดือน[6]

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 เจ้าพนักงานเชิญพระศพขึ้นรถพระวอวิมานออกจากวังถนนพายัพ เข้าถนนสามเสน บรรจบกับขบวนพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี และขบวนพระศพหม่อมเจ้าดนัยวรนุช เข้าวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร ประดิษฐานทั้ง 3 พระศพบนแว่นฟ้าในศาลาการเปรียญ ประกอบพระโกศและเครื่องสูง พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและเจ้าพนักงานประโคมดนตรีตลอดงาน จน 4 ทุ่มเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล พระราชเวที (หรุ่ม พฺรหฺมโชติโก) เทศนาจบ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนาและอวายอดิเรกแล้ว จึงเสด็จฯ กลับ

วันที่ 28 พฤษภาคม เจ้าภาพบำเพ็ญกุศลแต่เช้า บ่าย 5 โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาทอดผ้าไตร 50 ไตร ผ้าขาว 100 พับ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกแล้ว เจ้าพนักงานเชิญพระศพขึ้นพระเมรุแล้วพระราชทานเพลิงพระศพ

วันที่ 29 พฤษภาคม สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จแทนพระองค์มาทอดผ้าไตรสามหาบ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์แล้วเจ้าพนักงานอัญเชิญพระอัฐิกรมหมื่นสรรควิไสยนรบดีขึ้นรถม้าหลวงไปไว้หอพระนาคในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระอังคารเจ้าพนักงานอัญเชิญขึ้นรถม้าหลวงอีกคันไปบรรจุที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม[7]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ราชตระกูล

พระราชตระกูลในสามรุ่นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ
กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี

พระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์
กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
หม่อมน้อย
พระชนนี:
เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ในรัชกาลที่ 5
พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าสุริยะ ณ เชียงใหม่
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าหนานมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าบุญนำ ณ เชียงใหม่
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าสุวรรณา ณ เชียงใหม่
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าอุตรการโกศล น้อยมหาพรหม ณ เชียงใหม่
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่ทราบ

อ้างอิง

เชิงอรรถ
  1. สลุงเงิน. 90 ปี กับการจากไปของเจ้าชายที่ถูกลืม
  2. "แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้มหาอำมาตย์ตรี พระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ รับราชการในตำแหน่งเจ้ากรมพลัมพัง". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย). เล่ม 28 (ตอน 0 ง): หน้า 1183. 3 กันยายน ร.ศ. 130. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561. 
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนแลตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้า แลเจ้าพระยา, เล่ม 29, ตอน ก, วันที่ 13 พฤศจิกายน 2455, หน้า 249-250
  4. * คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
  5. จุลลดา ภักดีภูมินทร์. เลาะวัง. กรุงเทพฯ:โชคชัยเทเวศร์, หน้า 53
  6. "ข่าวสิ้นพระชนม์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย). เล่ม 29 (ตอน ง): หน้า 2350–2351. 19 มกราคม ร.ศ. 131. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561. 
  7. "พระราชทานเพลิงพระศพและศพที่พระเมรุวัดราชาธิวาส พุทธศักราช ๒๔๕๗". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย). เล่ม 31 (ตอน ง): หน้า 665–668. 21 มิถุนายน พ.ศ. 2457. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561. 
  8. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐฯ, เล่ม ๒๕, ตอน ๒๖, ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๑, หน้า ๗๕๘
  9. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
บรรณานุกรม
The article is a derivative under the Creative Commons Attribution-ShareAlike License. A link to the original article can be found here and attribution parties here. By using this site, you agree to the Terms of Use. Gpedia Ⓡ is a registered trademark of the Cyberajah Pty Ltd.