สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
K3415007-24.jpg
ภาพเขียนของพม่าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปพระเจ้าอุทุมพร
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์ พ.ศ. 2301
ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ถัดไป สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
พระอัครมเหสี เจ้าฟ้าท้าวต่อย[1]
ราชวงศ์ บ้านพลูหลวง
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระราชมารดา กรมหลวงพิพิธมนตรี
สวรรคต พ.ศ. 2339
มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (พระราชพงศาวดารพม่าเรียก สุรประทุมราชา)[2] เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 32 แห่งอาณาจักรอยุธยา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และมีพระสมัญญานามว่า ขุนหลวงหาวัด

พระราชประวัติ

ก่อนครองราชย์

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร มีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าอุทุมพร ราษฎรเรียกว่าเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ[3] เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อันประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) ในคำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่าพระองค์มีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดา 7 พระองค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าประชาวดี เจ้าฟ้าประภาวดี เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้ากษัตรีย์ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) เจ้าฟ้าจันทรวดี และเจ้าฟ้านุ่ม[4] สาเหตุที่พระนามว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ หรือ เจ้าฟ้าอุทุมพร เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงสุบินเมื่อก่อนเจ้าฟ้าดอกเดื่อจะประสูติว่า ทรงได้ดอกมะเดื่อซึ่งเป็นของที่หายากยิ่งในโลก จึงทรงนำพระสุบินมาพระราชทานเป็นพระนามของ เจ้าฟ้าดอกเดื่อ[5]

พระราชบิดาขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2275[3] ครั้นเจ้าฟ้าดอกเดื่อ ทรงเจริญชันษาครบที่จะจัดพระราชพิธีลงทรง พระราชบิดาจัดการพระราชพิธี และมีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพรบวรราชกุมาร[6] จากนั้นได้จัดการพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อมีพระชนม์ควรทรงกรมได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม มีพระนามว่า กรมขุนพรพินิต[7]

หลังจากเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ซึ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ถูกลงโทษโบยจนสวรรคต ในปี พ.ศ. 2298 อันเนื่องมาจากทรงถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับ เจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลย์ เจ้าฟ้ากุ้ง[8] ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงว่างลง แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมิได้ทรงสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใดขึ้นแทน จนถึงปี พ.ศ. 2300 กรมหมื่นเทพพิพิธจึงปรึกษากับเจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม และพระยาพระคลัง แล้วกราบทูลขอให้สถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แม้กรมขุนพรพินิตจะปฏิเสธเพื่อถวายตำแหน่งแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า "กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น มีวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้าให้ดำรงฐานาศักดิ์อุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิจ กอปด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด ควรจะดำรงเศวตรฉัตรรักษาแผ่นดินได้" จึงทรงตั้งกรมขุนพรพินิตเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล[9] แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรยังคงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวงดังเดิม[10] สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์เสด็จไปออกไปทรงผนวชที่วัดละมุด ปากจั่น เพื่อไม่ให้กีดขวางการสถาปนา[11]

ครองราชย์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ได้เตรียมกองกำลังจะก่อกบฏ แต่เมื่อพระเจ้าอุทุมพรทรงส่งพระราชาคณะ 5 รูป คือ พระเทพมุนี พระพุทธโฆษาจารย์ พระธรรมอุดม พระธรรมเจดีย์ และพระเทพกวี ไปเกลี้ยกล่อมก็กลับพระทัยมาถวายสัตย์ แต่หลังจากอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ พระเจ้าอุทุมพรก็ให้วางกำลังดักรอที่พระตำหนักตึก จับเจ้าสามกรมไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 6 แล้วตั้งการปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2501[12] ทรงครองราชย์ได้เพียง 10 วัน ก็ถวายราชสมบัติแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ถึงข้างขึ้นเดือน 7 ก็เสด็จด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารคไปผนวชที่วัดเดิม แล้วย้ายไปประทับ ณ วัดประดู่

หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

เจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร ณ เมือง อมรปุระ

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าอุทุมพร ได้ถูกกวาดต้อนไปที่พม่าพร้อมด้วยเจ้านายและเชลยชาวไทยอื่น ๆ โดยทางพม่าได้ให้สร้างหมู่บ้านอยู่รอบเมืองมัณฑะเลย์ และพระองค์ได้เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ในปัจจุบัน หมู่บ้านดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีอยู่ มีชื่อว่า "เมงตาสึ" แปลว่า "เยี่ยงเจ้าชาย" และก็ยังคงมีหลักฐานปรากฏถึงวัฒนธรรมไทยอยู่ เช่น ประเพณีการขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์ หรือการตั้งศาลบูชาพ่อปู่ หรือ หัวโขน เป็นต้น แม้ผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไม่สามารถพูดไทยหรือมีวัฒนธรรมไทยเหลืออยู่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นเชลยมาจากไทย ปัจจุบันคนไทยกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า "โยเดีย" (Yodia) ตามพงศาวดารพม่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคตในขณะทรงเป็นบรรพชิต ใน พ.ศ. 2339

สถูปบรรจุพระบรมอัฐิ

ปี พ.ศ. 2540 มีข่าวว่าพบพระบรมสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร บริเวณสุสานล้านช้าง อมรปุระ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ไม่ไกลจากสะพานไม้สักอูเบ็ง ข้อสันนิษฐานเกิดจากการพิจารณารูปพรรณสัณฐานไม่ได้ว่าเป็นแบบมอญ หรือพม่า คนเฒ่าคนแก่ในย่านนั้นก็เรียกสถูปนี้ว่า "โยเดียเซดี" (Yodia Zedi) แปลว่า สถูปอยุธยา แต่ทว่า ข้อห้ามของทางการพม่าที่ไม่ให้ขุดค้นหลักฐานโบราณคดีในสถูป ทำให้กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์ทางโบราณคดี[13] ต่อมา รัฐบาลพม่าได้อนุมัติให้คณะทำงานโครงการขุดค้นทางโบราณคดีของไทยร่วมกับนักโบราณคดีพม่าเข้าพื้นที่บริเวณสุสานเพื่อร่วมกันค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถูปดังกล่าว[14] เมื่อสำรวจพบว่าไม่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ในสถูป แต่ไปพบอัฐิธาตุซึ่งบรรจุอยู่ในโกศซึ่งมีลักษณะคล้ายบาตร อยู่บนพานแว่นฟ้าที่บริเวณสถูปตรงข้ามกันกับสถูปที่สันนิษฐานไว้โดยในปัจจุบันพระสถูปและบริเวณข้างเคียงกำลังอยู่ในช่วงขุดแต่งเพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์

พระราชกรณียกิจ

เมือปี พ.ศ. 2300 หลังดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระปรางค์มหาธาตุวัดวรโพธิ์หักลง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองในการบูรณะพระมหาธาตุ ทรงรับพระราชโองการ ไปสั่งแก่เสนาบดีให้จัดแจงนายกอง ช่างอิฐ ช่างปูน ทำสิ่งที่ค้างคาไว้ให้เสร็จ[15]

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงได้สร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดอุทุมพราราม หรือวัดเจ้าดอกเดื่อ ตั้งอยู่นอกเกาะพระนครศรีอยุธยา ด้านทิศตะวันออก ไม่ไกลจากวัดประดู่ทรงธรรมและวัดอโยธยา (วัดเดิม) มากนัก[16]

พงศาวลี

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระราชเทวีสิริกัลยาณี
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระแสนเมือง
 
 
 
 
 
 
 
พระนางกุสาวดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นายจบคชประสิทธิ์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กรมหลวงพิพิธมนตรี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏนาม
สตรีชาวบ้านสมอปรือ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อ้างอิง

เชิงอรรถ
  1. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 552
  2. นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. พระราชพงศาวดารพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2550, หน้า 1136
  3. 3.0 3.1 นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 172
  4. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 624
  5. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 5
  6. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 10
  7. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 14
  8. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 17
  9. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 367
  10. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 173
  11. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 18
  12. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 370
  13. นักวิชาการเสนอย้ายสถูปสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรในพม่าออกจากพื้นที่เดิม
  14. พม่าเปิดทางไทยส่งนักโบราณคดี ขุดค้นสถูปพระเจ้าอุทุมพร
  15. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 22
  16. ขุนหลวงหาวัด กษัตริย์ผู้เสียสละราชย์, หน้า 31
บรรณานุกรม

ดูเพิ่ม

ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
(พ.ศ. 2275 - 2301)
2leftarrow.png Seal of Ayutthaya (King Narai).png
พระเจ้ากรุงอยุธยา
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2301)
2rightarrow.png สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
(พ.ศ. 2301 - 2310)


The article is a derivative under the Creative Commons Attribution-ShareAlike License. A link to the original article can be found here and attribution parties here. By using this site, you agree to the Terms of Use. Gpedia Ⓡ is a registered trademark of the Cyberajah Pty Ltd.